Pirates around the world
posted on 21 Oct 2007 01:29 by black-coffee"Pirates!!"
บางคนอาจคุ้นหูกับศัพท์คำนี้จากการดูภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean ภาคThe Curse of The Black Pearl (2003) หรือไม่ก็ภาค Dead Mans Chest(2006) ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกโดยฝีมือผู้กำกับอย่าง Gore Verbinski และยังได้ดาราดัง Johnny Depp นำแสดงเป็น Jack Sparrow, Orlando Bloom นำแสดงเป็น Will Turner และ Keira Knightley นำแสดงเป็น Elizabeth Swann ซึ่งทั้งสามเป็นตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในภาพยนตร์ย่อมไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป ชีวิตในการเป็นโจรสลัดไม่ได้ง่ายดายและดูเป็นแฟนตาซีมีเวทมนต์อย่างนั้น
นิทานกล่อมเด็กส่วนใหญ่มักพูดถึงโจรสลัดในทางที่ไม่ดี(ซึ่งก็ถูกแล้ว) ว่ากันว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มชายโหดสันดานชั่ว เหี้ยม ทารุณ และร้ายกาจ ขาดสามัญสำนึกและความมีเหตุผล นั่นก็ไม่จริงเสมอไป ใช่... โจรสลัดบางพวกเป็นนักข่มขืน ฆาตกร หรือบางคนก็เป็นนักฆ่าซาดิสต์ แต่โจรสลัดส่วนใหญ่ก็คล้ายเคียงกับกะลาสีเรือในช่วงเวลานั้น บางคนเป็นโจรสลัดซึ่งทำงานให้แก่รัฐบาล(Privateers จะอธิบายในย่อหน้าต่อๆ ไป) หรือบางคนก็เคยเป็นคนของกองทัพเรือมาก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพ
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเต็มใจอยากเป็นโจรสลัด เมื่อเรือถูกยึด บางคนก็ถูกจับเป็นเชลยและโดนบังคับให้ทำงานรับใช้ หรือบางคนก็ถูกลักพาตัวมาจากท่าเรือและถูกขู่เข็ญให้เข้าร่วม(แม้จะไม่ใช่สิ่งที่โจรสลัดในสมัยนั้นพึงกระทำสักเท่าไร) ดังนั้น อย่าพยายามที่จะตัดสินจากการกระทำของพวกเขา หากมองกลับไปในโลกที่เต็มไปด้วยความอดอยาก การหันเหชีวิตไปเป็นโจรสลัดก็เป็นการเสี่ยงโชคและทางเลือกอย่างหนึ่ง
โจรสลัดส่วนมากจะขึ้นชื่อในด้านความป่าเถื่อน ยากที่จะควบคุมและขี้เกียจสันหลังยาว แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ทำงานกันอย่างจริงจัง ก่อนที่เรือจะออกเดินทางยาวลูกเรือจะต้องเซ็นสัญญาซึ่งเกี่ยวกับการแบ่งปันสมบัติที่ขโมยและค่าทดแทนเมื่อได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้ โจรสลัดเหล่านี้จัดตั้งกฎเบื้องต้นสำหรับการใช้ชีวิตอยู่บนเรือและบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดกฎ ข้อบังคับของเรือแต่ละลำแปรผันไปเรื่อยๆ แต่ก็มักมีเค้าที่คล้ายกันอยู่ กฎพวกนี้สำคัญมากสำหรับโจรสลัด เพราะพวกเขานั้นหัวแข็ง, อำมหิต, โด่งดังสำหรับภาษาอันอ่อนหวาน และติดพันกับเครื่องดื่มหลากชนิด(มักชักนำให้เกิดการทะเลาะและโต้เถียงกันบ่อยครั้ง) แม้โจรสลัดเหล่านี้จะเป็นหุ้นส่วนที่ไม่ค่อยลงร่องลงรอยกันสักเท่าไร แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพวกเขาต่างมีความหลงใหลต่อทรัพย์สมบัติอันยั่วยวนและความปรารถนาต่อชีวิตอันเรียบง่าย

(ภาพการต่อสู้อย่างดุเดือด)
โจรสลัด(Pirates)
คำว่าโจรสลัดไม่ได้มีความหมายที่เข้าใจยากเลย มันแปลว่าผู้ที่กระทำการปล้นกลางทะเล โจรสลัดก็ไม่ต่างอะไรกับอาชญากรธรรมดา แต่บ้างก็เป็นตัวแสดงความเป็นเพ้อฝัน พวกเขามักเกี่ยวข้องกับน่านน้ำแถบทะเลแคริบเบียนซึ่งมีคนดำ, เกาะเขตร้อนที่เต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาด และยังหีบที่เต็มไปด้วยทองและเหรียญเงิน
หลายปีที่ผ่านมา นิทานปรัมปราหลากเรื่องถูกเล่าขานต่อกันไป ความจริงได้ผสมผสานกับเรื่องแต่ง ในความเป็นจริง นักเดินเรือผู้ต่อต้านการโจมตีของโจรสลัดจะถูกแขวนคอจนตายและถูกโยนลงจากเรือ สมบัติซึ่งขโมยมาก็ใช่ว่าจะเป็นหีบที่เต็มไปด้วยเหรียญเงินฝรั่งเศสและสเปน หากแต่จะเป็นห่อม้วนผ้าไหมและผ้าฝ้าย, ถังไม้บรรจุเหล้ารัมและบุหรี่, ผ้าใบเรือสำหรับยามฉุกเฉิน, เครื่องมือช่างไม้และการเดินเรือ หรืออาจจะเป็นยารักษาโรค ไม่ก็ทาสเพียงไม่กี่คน
คอแซร์ (Corsairs)
บุคคลเหล่านี้คือโจรสลัด ไม่ก็โจรสลัดที่ทำงานรับใช้รัฐบาลในแถมทะเลเมดิเตอเรเนียน กลุ่มที่โด่งดังที่สุดคือกลุ่มบาร์แบรี่ คอแซร์ จากแอฟริกาเหนือ พวกเขาได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้จู่โจมเรือจากประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ บางรัฐถึงกับช่วยเหลือโจรสลัดด้วยซ้ำ รัฐเหล่านี้ก็ได้แก่ โมรอคโค อัลเจียร์ ทูนิส และ ทริโพไล
หนึ่งในผู้ที่โด่งดังจากบาร์แบรี่ คอแซร์ คือ บาร์บารอสซ่า กลุ่มที่โด่งดังน้อยลงมาคือคอแซร์แห่งมัลตาร์ พวกเขาแล่นเรือโดยมีคำสั่งจาก อัศวินแห่งเซนต์ จอห์น คำสั่งทางทหารถูกส่งมาในช่วงสงครามครูเสด ในตอนแรกพวกเขาก็ทำเพื่อศาสนา แต่หลังได้รับรางวัลจากการเป็นโจรสลัด พวกเขาก็เปลี่ยนใจ
บาร์แบรี่ คอแซร์ ขัดขวางการเดินเรือที่เดินทางผ่านแหลม กิบรัลทาร์ หรือผ่านท่าเรือใน อเล็กซานเดรีย และ เวนีซ คอร์แซร์เหล่านี้โจมตีเรือบรรทุกสินค้าของพ่อค้า ในเรือของพวกเขาใช้ทั้งใบเรือและใบพาย คอแซร์นำของที่ได้มาใส่ไว้ในลัง จับกุมผู้โดยสารและลูกเรือ แล้วจึงนำพวกเขาเป็นเชลยเพื่อเรียกค่าไถ่ไม่ก็ขายให้เป็นทาส
โจรสลัดผู้รับใช้รัฐบาล (Privateers)
คำว่า ไพรเวเทียร์ นี้สามารถใช้ได้กับเรือซึ่งติดอาวุธ, กัปตัน หรือลูกเรือ โจรสลัดหลายคนจากยุคทองของโจรสลัดเริ่มต้นอาชีพโดยการเป็น ไพรเวเทียร์ก่อน พวกเขาทำงานภายใต้ใบอนุญาตจากรัฐบาลให้จับกุมเรือสินค้าของชนชาติศัตรูจากหลายประเทศ ประเทศเหล่านั้นใช้พวกเขาเพื่อก่อกวนเศรษฐกิจของศัตรูพวกเขา พวกเขายังใช้โจรสลัดพวกนี้ในการสงครามเพื่อประหยัดค่าซ่อมบำรุงเรือของกองราชนาวี
ขอบเขตของใบอนุญาตมักคลุมเครือ ขึ้นอยู่กับกัปตันและลูกเรือว่าพวกเขาต้องการทำอะไร โจรสลัดเหล่านี้มักทำเกินกว่าหน้าที่ที่ตนได้รับเสมอ บางครั้งก็โจมตีประเทศซึ่งเป็นกลางเหมือนกับประเทศที่เป็นศัตรูกัน พวกเขาก็มีความประพฤติไม่ต่างกับโจรสลัดน่ะแหละ แต่โจรสลัดจะได้รับการได้รับการเพ่งเล็งว่าเป็นคนชั่วร้ายเสมอ บางคนก็มองไพรเวเทียร์ ว่าเป็นผู้รักชาติซึ่งจงรักภักดีต่อประเทศของตนเพราะพวกเขา สมควร ที่จะโจมตีเฉพาะประเทศที่เป็นศัตรูกันและแบ่งส่วนแบ่งของการขโมยให้แก่ประเทศแม่ด้วย
ประเทศหลายประเทศต่างให้ความสนใจกับโลกใหม่ซึ่งแข่งขันกันเพื่อเพิ่มความร่ำรวย คนบางคนเล็งเห็นว่ามันค่อนข้างได้ประโยชน์หากเป็นหมารับใช้ให้รัฐบาล แต่ภายหลังประเทศส่วนใหญ่ก็ละทิ้งการจ้างโจรสลัดเหล่านี้และสร้างไมตรีแก่กันแทน นักเดินเรือเหล่านี้ไม่ยอมเลิกราให้กับการหากันอย่างไม่สุจริต พวกเขาจึงดำรงอาชีพเป็นโจรสลัดต่อโดยไม่สนใจ
โจรสลัดจากทอร์ทูกา (Buccaneers)
แต่เดิมพวกเขาเคยเป็นนักล่าสัตว์ในเกาะฮิสพาโนล่า บัคคาเนียร์ได้ชื่อมาจากภาษาฝรั่งเศส คำว่า boucan แปลว่าบาร์บีคิว เพราะพวกเขาย่างหมูโดยใช้ตะแกรง เมื่อถูกพวกสเปนขับไล่ไสส่ง เหล่านักล่าเข้าร่วมกับกลุ่มทาสที่หนีออกมา พวกเขาเกลียดชาวสเปนเป็นอย่างมาก เหล่าบัคคาเนียร์เรียกตนเองว่า The Brethren of the Coast
หลังศตวรรษที่17 คำว่าบัคคาเนียร์ก็แพร่หลายออกไปทั่วในแถบ เวสต์ อินดี้ พวกโจรสลัดเหล่านี้ตั้งศูนย์กลางการปกครองเอาไว้ในเกาะเล็กๆ ที่ชื่อ ทอร์ทูกา หลังจากนั้นพวกเขาก็ใช้ จาร์ไมก้า เป็นฐานในการปฎิบัติการ บัคคาเนียร์ที่โด่งดังคือ เซอร์ เฮนรี่ มอร์แกน เขามีบัคคาเนียร์ภายใต้การควบคุมถึง500 คนจาก ทอร์ทูกา และ 1 000 คนจาก จาร์ไมก้าในการยึด ปานามา ในปี 1671
ผู้ถูกทิ้ง (Marooners)
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในโจรสลัดที่ก่อกวนน่านน้ำสเปน คำว่า Marooner มีรากศัพท์มาจากภาษาสเปน Cimarron ซึ่งแปลความหมายได้ว่า การทิ้ง หรือการหนี คนที่ถูกทิ้งบางครั้งก็เป็นลูกเรือจากกองราชนาวี หรือบางครั้งก็เป็นพวกนิโกร โดยที่นิโกรเหล่านี้คือทาสซึ่งถูกชาวสเปนขายให้ชาวอเมริกันเพื่อลดน้ำหนักเรือเอาไว้สำหรับหีบเหรียญเงินและทองคำ พวกทาสเข้าร่วมกลุ่มกันกับผู้ถูกทิ้งคนอื่นๆ และกลายเป็น มารูนเนอร์
ศัพท์คำนี้กลายเป็นคำที่รู้จักกันสำหรับโจรสลัดในแถบแคริบเบียน แต่ไม่ใช่สำหรับเหล่าบัคคาเนียร์ เวลาผ่านไป โจรสลัดมีบทลงโทษในการปล่อยลูกเรือบนเกาะเล็กๆ และในที่สุดการกระทำแบบนี้ก็ถูกเรียกว่า Marooning การทำให้ถูกทิ้งมีหลายวิธี เช่นหลบหนีจากเรือหรือการต่อสู้, การขโมยจากลูกเรืออื่น การถูกทิ้งอาจจะฟังดูไม่น่ากลัวสักเท่าไร แต่มันก็เป็นบทลงโทษที่สาหัส เพราะมันมักสื่อความหมายไปถึงการตายอย่างช้าๆ โดยขาดอาหารหรือการถูกแดดเผาจนแห้งตาย หนึ่งในผู้ถูกทิ้งที่โด่งดังคือโจรสลัด เซลคริก หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า โรบินสัน ครูโซ
แปลข้อมูลมาจากเว็บ http://www.geocities.com/captcutlass/

(ภาพความเป็นไปบนเรือ)